วันจันทร์ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2552

การจัดฉากรายการโทรทัศน์

การจัดรายการโทรทัศน์ ฉากหลังของห้องส่งมีความสำคัญมาก มากพอจะสร้างบรรยากาศของรายการให้เป็นไปตามเป้าประสงค์ สร้างความมั่นใจให้กับผู้ดำเนินรายการและช่วยส่งให้รายการเกิดหรือไม่เกิด
เมื่อก่อนการจัด 'ฉากหลัง' ออกแนวพื้นๆ แค่ทาสีเรียบๆ และอาจมีตัวหนังสือบอกให้รู้เล็กน้อยว่าข่าวภาคค่ำ พร้อมเลขช่องสถานี ต่อมาเห็นทีวีเมืองนอกเขามีฉากหลังเป็นบรรยากาศการทำงานของกองบรรณาธิการ เห็นความพลุกพล่าน สดไวของทีมงาน ทะลุไปถึงสุดห้อง อาจมีกระจกใสคั่นบ้างเพื่อกันเสียงรบกวน บางครั้งเห็นทีมงานด้านหลัง นั่งเขียนข่าว สั่งพิมพ์แล้วลุกไปหยิบข่าวด่วน เดินตรงส่งมาให้ผู้ประกาศข่าวรายงานกันสดๆ เห็นๆ "ท่านผู้ชมที่เคารพครับ มันกระทืบกันแล้วที่ห้างฯ"
ฉากแบบนี้ทีวีบ้านเราก็ยังมีให้เห็นอยู่ เนชั่นแชนแนลสถานีหนึ่งล่ะ ใช้ฉากเห็นเบื้องหลังตั้งแต่ปีแรกจนถึงปัจจุบัน เช่นรายการเก็บตกจากเนชั่น คมชัดลึก หรือรายงานข่าวด่วนพิเศษ ฉากลักษณะนี้ ทีมงานด้านหลังที่ผู้ชมมองเห็นต้องระวังตัว จะเผลอวิ่งหยอกล้อ จี๋เอว นั่งโซ้ยมาม่า..ไม่ได้ หรือรายการข่าวยามเช้า ดันเห็นแม่บ้านกำลังถือไม้ม็อบถูพื้นอยู่เดียวดายก็ไม่ได้ มันแสดงให้เห็นว่า สถานีนี้มีแม่บ้านขยันทำงานแต่เช้าอยู่คนเดียว
ภายหลังมีทีวีจอพลาสม่า ประดับไว้หลังฉาก เผื่อเข้าหน้านักข่าวที่เตรียมรายงานสดจากพื้นที่เกิดเหตุ แล้วให้คนจัดหันไปซักถามนักข่าวผ่านทางจอ ดูเก๋ไก๋ดี แถมหาเงินจากผู้อุปถัมภ์ทีวีพลาสม่าอีกทางหนึ่งด้วย แปะยี่ห้อสินค้าตัวเบ้อเริ่มใต้จอ บางทีกาวเสื่อมป้ายชื่อหลุดผัวะลงไปก็มี
บางรายการก็โชว์ฉากหลังเป็นทีวีหลายๆ เครื่อง เปิดทุกเครื่องหมด ข้อดีของฉากแบบนี้คือดูทันสมัย ทันท่วงที เหมือนคอยตรวจสอบช่องคู่แข่งทุกช่องให้เห็นจะจะ ไม่มีใครเร็วกว่าเรา แต่ข้อเสียคืออย่าไปเปิดช่องกีฬา หรือช่องสารคดีต่างประเทศที่น่าสนใจ คนดูจะมองเห็นเลยว่า บอลคู่นั้นกำลังสนุก หรืองูเห่ากำลังพ่นพิษไปไกลหลายเมตร เปลี่ยนไปดูดีกว่า
รายการข่าวภาคค่ำบางช่อง ห้องส่งอยู่บนอาคารสูง อาจจะใช้ฉากหลังเป็นวิวทิวทัศน์ด้านนอก เห็นไฟท้ายรถติดเป็นตับแถวยาวบนทางด่วน บางช่องก็ใช้ฉากเลื่อนด้านหลัง ข่าวเช้าเป็นภาพท้องฟ้าเห็นตะวันฉายแสง ข่าวเที่ยงเป็นภาพตึกสูงแดดเปรี้ยง บางทีลืมเปลี่ยนฉาก ข่าวรับอรุณวันใหม่ แต่ฉากหลังดันเป็นภาพกรุงเทพฯ ราตรี
รายการจมูกมด ทางช่อง 7 เป็นรายการข่าวปนปกิณกะสุขภาพ โทนของฉากที่ท่านเห็นก็จะดูสบายเป็นกันเอง เหมือนพิธีกรทุกคนนั่งคุยอยู่ที่ห้องนั่งเล่นในบ้านท่าน (รายการที่มีพิธีกรมากสุด 8 ท่าน) เก้าอี้สีสันสดใสไม่ดูแข็งเป็นทางการเหมือนข่าวทั่วๆ ไป และเป็นรายการที่ใช้ห้องส่งของสถานีที่ใหญ่มากอยู่แล้ว จนหมดทุกมุม ตลอด 2 ชั่วโมงย้ายไปนั่งตรงนั้นทีตรงนู้นที
นี่ยังไม่พูดถึงเฉดสีของฉากหลัง รวมถึงฉากหน้าพวก โต๊ะ-เก้าอี้ ของบนโต๊ะกับแสงไฟ เอาเป็นว่าถ้าจะนำเสนออะไรสักอย่าง 'การจัดฉาก' อย่าให้พลาด อย่าให้เขาค่อนแคะได้ว่า มือสมัครเล่น เสียชื่อกันทั้งกรมกอง
กับอีกความหมายของคำว่า 'จัดฉาก' คุณต้องไปหาหนังเรื่อง Wag the Dog มาดู หนังปี 2540 แสดงโดย โรเบิร์ต เดอ นีโร กับดัสติน ฮอฟแมน ผมเป็นแฟนคุณเดอนีโร ตั้งแต่อยู่ปี 1 แกเล่นเป็นตัวอะไรก็จะไปขลุกอยู่กับตัวตนจริงๆ ในอาชีพนั้นเพื่อศึกษาชีวิตทุกแง่มุม เรียกการแสดงแบบนี้ว่า method
เรื่องนี้แสดงเป็นเจ้าหน้าที่จากทำเนียบข่าว ว่าจ้างโปรดิวเซอร์มือทองของฮอลลีวู้ด รับบทโดยฮอฟแมน ให้สร้างภาพการเกิดสงครามขึ้นในประเทศอะไรสักแห่ง เพื่อรองรับความชอบทำในการตัดสินใจของนายกรัฐมนตรี (โทษครับ..ประธานาธิบดี) ผู้หญิงชาวบ้านหน้าตาเหมือนแขกขาว กำลังหวีดร้อง วิ่งหนีไฟสงคราม มองเห็นควันไฟพวยพุ่งออกมาจากถิ่นที่อยู่หลังจากถูกบอมบ์ แท้จริงผู้หญิงคนนี้กำลังแสดงท่าวิ่งกรีดร้องในสตูดิโอยักษ์ บนฉากบลูสกรีนเพื่อคอยซ้อนภาพระเบิดถล่มบ้านทีหลัง ถ่ายทำเสร็จก็ดำเนินการในทางลับกับสถานีโทรทัศน์ อาจจะซื้อเวลาหรือแทรกแซงให้ช่วยออกข่าว
เพียงเท่านี้ก็เป็นอันเสร็จขั้นตอนการจัดฉาก คนดูที่อาจขาดข้อมูลหรือไม่จบการศึกษาภาคบังคับ ดูแล้วก็พยักหน้าหงึกๆ เห็นด้วยกับท่านนายกฯ (โทษอีกครั้ง..ท่านประธานาธิบดี) เสร็จนาแล้วก็ถึงคราวฆ่าโคถึก ดัสติน ฮอฟแมน ยอดโปรดิวเซอร์ มีอันหายสาบสูญไปแห่งใดไม่ทราบ
แต่ไหนแต่ไรมา กลุ่มคนที่มักถูกมองว่าเข้าขั้นเหยียบเมฆถ้าจะจัดฉากคือ กลุ่มคนมีสี บางยุคสีเขียว บางยุคสีกากี ถูกมองว่ายัดยาบ้าบ้าง วิสามัญแล้วยัดปืนใส่มือบ้าง ทดสอบความเหนียวของเชือกผูกรองเท้าด้วยการหาสิ่งมีชีวิตในห้องขังห้อย จนถึงการอุ้ม..
ภาพมันเสียเละเทะจนบางทีก็เห็นใจคนมีสีดีๆ พลอยแปดเปื้อนทั้งที่เป็นข้าราชการรับใช้ประชาชนตัวจริง กลุ่มนี้มีอยู่แน่นอน และขอได้รับความนับถือยกย่องที่ยังใช้กฎหมายตรงมาและตรงไป ไม่น้อมนอบเพียงผู้มีอำนาจ
หลายข่าวที่ปรากฏระยะหลัง เต็มไปด้วยข้อสงสัย ครูข่มขืนเด็กหรือถูกตำรวจร่วมกับมูลนิธิกลั่นแกล้ง? ไอ้ขนเพชรเส้นเดียวเมื่อไหร่จะตรวจเสร็จว่าหลุดออกมาจากเป้าใคร? ตำรวจรู้เห็นให้ 2 ชายฉกรรจ์ตบคนแก่ในห้างฯ? นายตำรวจไม่รู้จริงๆ ว่าเขาเป็นใครหรือใช้ให้เขาไปล็อกคอ? 1 ใน 2 คนต้องโทษ 11 ปีแล้วโผล่มาเดินเล่นในห้างได้ไง?
ตำรวจในเครื่องแบบเป็นร้อย ล้วนนึกว่า 2 คนนั้นเป็นตำรวจ? กลุ่มชายฉกรรจ์อีกนับสิบใจตรงกัน ใส่รองเท้าผ้าใบสีขาว ริสแบนด์ขาว ไปเดินเล่นห้างหรู และเกิดเครียดเมื่อเห็นแป๊ะแก่ๆ ตะโกนไล่นายกฯ เลยเกิดสหบาทาด้วยความพร้อมเพรียง โดยบังเอิญ!
จากนั้นทุกอย่างถูกระเบิดกลบมิดด้วยระเบิดที่ยังไม่ระเบิด มีเอกสารยืนยันว่ารถออกมาตอนตีห้า 45 (แล้วจะมาเอาภาพจากกล้องวงจรปิดทีหลังอีกหลายวันถัดมา) รู้สึกว่า Wag the Dog ของผมจะตื่นเต้นน้อยกว่าเรื่องนี้ซะแล้ว ก็มันมีรถตั้ง 2 คัน สีและยี่ห้อเดียวกัน ช่วยกันวิ่งทำการลับอยู่หลายวัน และช่วยกันกำหนดจุดสังหาร หรือ Killing Zone

การวางคาแรคเตอร์ตัวแสดงในบทภาพยนตร์

การที่หนังสักเรื่องจะประสบความสำเร็จหรือล้มเหลวในการชักจูงคนดูให้มีอารมณ์ร่วมไปกับหนังแบบตลอดรอดฝั่งได้นั้น เกิดจากปัจจัยหลายๆอย่างรวมกัน หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่จะชี้ชะตาของหนังเรื่องนั้นๆว่า จะดึงดูดและนำพาคนดูให้เดินทางไปกับหนังตลอดเวลาได้หรือไม่นั้น ก็คือการวางคาแรคเตอร์ตัวแสดงในบทหนังนั่นเองจากประสบการณ์ที่เคยทำหนังสั้นมา 2 เรื่องก็คงต้องบอกว่าเป็นจริงครับ (แต่ทั้ง 2 เรื่องของผมละเลยข้อนี้เฉยเลย หลังจากกลับมาย้อนดูอีกหลายรอบ) การวางคาแรคเตอร์ที่ไม่ชัดเจน หรือ "เหมือนกันไปหมด" กลายเป็นจุดที่ฆ่าหนังทั้งเรื่องไปอย่างน่าเสียดาย ตำราสอนเขียนบทหนัง (ยาว) บางเล่มก็กล่าวถึงจุดนี้เช่นกันจึงกลายเป็นการย้ำความมั่นใจกับข้อสังเกตของผมให้ชัดเจนขึ้นไปอีกลองนึกภาพดูสิครับว่าในบทหนังเรื่องเดียวกันพระเอกของเรื่องกับตัวพระรอง หรือตัวประกอบถูกวางให้มีรูปร่างหน้าตาคล้ายกัน ผมทรงคล้ายๆกัน น้ำเสียงท่าทางไม่ห่างกันมากนัก และถูกวางบุคลิกไว้เหมือนๆกัน จะเกิดอะไรขึ้น?
1. ถ้าหนังสั้นมากๆจะทำให้คนดูงงครับ หรือถ้าตัวละครใช้เสื้อผ้าเหมือนๆกันอีก คนดูอาจจะสับสนสุดขีดจนเผลอปากด่าบุพการีผู้กำกับในระหว่างการชม
2. ทำให้หนังไม่เดิน เพราะว่าการกระทำ ความคิด ความเห็น และแนวปฏิบัติของตัวละครในหนังดูจะเป็นไปในทางเดียวกันหมด หาอุปสรรคที่เป็นสาเหตุของแรงจูงใจ (Motif) ของตัวละครไม่เจอ หรืออาจจะเดินไปได้ถ้าคนเขียนพยายามยัดเยียดแรงจูงใจเทียม(ซึ่งเป็นของคนเขียนบท) เข้าไปในตัวละครนั้นๆที่อาจจะไม่มีแน้วโน้มว่าจะปฏิบัติอะไรอย่างนั้นเลยก็ได้
3. ขาดความน่าสนใจที่จะดึงดูดให้ติดตามตัวละคร เพราะไม่รู้ว่าจะตามดูตัวไหนดี ไม่มีเอกลักษณ์สักตัว แม้จะแบ่งเวลาในหนังให้บางตัวมากกว่าก็ช่วยไม่ได้มากหรอกถ้ามองไปรอบๆตัวในบรรยากาศชีวิตจริง เราก็จะพบแต่ความแตกต่างระหว่างบุคคลซะส่วนใหญ่ ไอ้เรื่องที่จะเจอคนเหมือนกันน่ะยากมากครับ (เคยได้ยินมีคนบอกว่ามีคนหน้าเหมือนผมอยู่ที่ขอนแก่น อาจจะเป็นร่างโคลนนิ่งของผมเอง น่าสงสารจริงๆ...ฮ่าๆ)แม้กระทั่งหนังที่มีธีมเกี่ยวกับความซ้ำซากจำเจ ก็ยังต้องวางตัวเอกให้เป็นคนที่แปลกกว่าชาวบ้านเสมอ (ยกเว้นพวกหนังทดลอง หรือ ต้องการสื่อเนื้อหาบางอย่าง จริงๆ) ไม่งั้นเรื่องราวในหนังคงไม่เกิด และคนเขียนบทคงต้องไปขายบะหมี่เกี๊ยวหรือเราอาจจะใช้คาแรคเตอร์ที่ไม่ใช่มนุษย์มาแซมไว้ในบท (ไม่บอกนายทุน)ซึ่งก็สามารถมีบทบาทเทียบเท่าตัวแสดงที่เป็นคนได้เหมือนกัน และยังช่วยทำให้แคเรคเตอร์ต่างๆดูชัดเจนขึ้นด้วยนั่นคือ
3.1. คาแรคเตอร์ที่เป็นสิ่งมีชีวิตที่ไม่ใช่มนุษย์ เช่น อีที, สุนัข, สัตว์ประหลาดในชุดยาง , ต้นไม้ (สางเขียว)
3.2. คาแรคเตอร์ที่ไม่มีชีวิต เช่นสิ่งของ, บรรยากาศ หรือฉากในหนัง ลูกวอลเล่ย์บอลชื่อวิลสัน ใน The Cast Away, ขนนกใน Forrest Gumps(เอ๊ะนี่ทำไมผมถึงไม่ไปไกลเกินกว่าหนังของเซเมคคิสเลยวะ), เงินในกล่องมาม่าใน เรื่องตลก 69 โดยเป็นเอก รัตนเรือง หรือ กล่องประหลาดใน กล่อง ของท่านมุ้ย (เอ้อ...พ้นแล้วเว้ย), ตู้รับจดหมายใน Il Mare, ปลา(จำพันธุ์ไม่ได้) ใน Shiri, บรรยากาศมืดๆที่รายล้อมไปด้วยรายละเอียดประหลาดๆในหนัง เดวิด ลินซ์, แสงจากหลอดไฟสีชมพูในหนังสั้น ม.รังสิตเรื่องบ้านสีชมพู หรือ บทความประกาศการรู้แจ้งจากคนบ้าในหนังสั้นชื่อ The End of Paradise ในหนังของผมเอง ฯลฯ
3.3. สภาวะทางอารมณ์, ทางจิต, วิธีปฏิบัติ และปฏิกิริยาตอบโต้ต่างๆของคาแรคเตอร์ที่เป็นมนุษย์มีต่อคาแรคเตอร์ที่ทั้งเป็นมนุษย์ และไม่ใช่มนุษย์ก็สามารถสร้างความแตกต่างของคาแรคเตอร์ขึ้นได้เหมือนกัน หรือแม้แต่จะสร้างคาแรคเตอร์หนึ่งขึ้นมาก็ยังไหวจริงๆแล้วมีวิธีการร้อยแปดประการในการที่จะสร้างคาแรคเตอร์ขึ้นมานอกเหนือจากส่วนที่เป็นมนุษย์ ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับวิธีการคิดและนำเสนอที่ใช้ในการสร้างมันขึ้นมาว่าส่งเสริมธีมของเรื่องหรือไม่ การนำเสนอคาแรคเตอร์ที่ไม่ใช่มนุษย์นั้นไม่ง่ายถ้าจะทำให้เนียนแบบที่ไม่โดดออกมาจนน่าเกลียด (ประมาณว่าโคลสอัพกับแบบไม่เลี้ยงเพื่อขับเน้นความมีอยู่ของตัวละครนั้นๆ) ขึ้นอยู่กับประสบการณ์เฉพาะตัวของแต่ละคนข้างต้นนี่เป็นเพียงการวางคาแรคเตอร์ในบทหนังเท่านั้น เรื่องการคัดตัวนักแสดง (Casting) นั่นอีกเรื่องหนึ่งเลยครับไม่เกี่ยวกัน การที่เราวางคาแรคเตอร์ในบทไว้ดีและมีรายละเอียดพอแล้วแต่ถ้าการคัดตัวแสดงห่วย...คนเขียนบทก็ไม่มีความผิด

ที่มา : http://www.thaishortfilm.com

การเล่าเรื่อง


ศิลปะการเล่าเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นนิทาน นิยาย ละคร หรือภาพยนตร์ ล้วนแล้วแต่มีรากฐานแบบเดียวกัน นั่นคือ การเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นของมนุษย์หรือสัตว์ หรือแม้แต่อะไรก็ตามที่เกิดขึ้นช่วงเวลาหนึ่งเวลาใด ณ สถานที่ใดที่หนึ่งเสมอ ฉะนั้น องค์ประกอบที่สำคัญที่ขาดไม่ได้คือ ตัวละคร สถานที่ และเวลาสิ่งที่สำคัญในการเขียนบทหนังสั้นก็คือ การเริ่มค้นหาวัตถุดิบหรือแรงบันดาลใจให้ได้ ว่าเราอยากจะพูด จะนำเสนอเรื่องเกี่ยวกับอะไร ตัวเราเองมีแนวความคิดเกี่ยวกับเรื่องนั้น ๆ อย่างไร ซึ่งแรงบันดาลใจในการเขียนบทที่เราสามารถนำมาใช้ได้ก็คือ ตัวละคร แนวความคิด และเหตุการณ์ และควรจะมองหาวัตถุดิบในการสร้างเรื่องให้แคบอยู่ในสิ่งที่เรารู้สึก รู้จริง เพราะคนทำหนังสั้นส่วนใหญ่ มักจะทำเรื่องที่ไกลตัวหรือไม่ก็ไกลเกินไปจนทำให้เราไม่สามารถจำกัดขอบเขตได้เมื่อเราได้เรื่องที่จะเขียนแล้วเราก็ต้องนำเรื่องราวที่ได้มาเขียน Plot (โครงเรื่อง) ว่าใคร ทำอะไร กับใคร อย่างไร ที่ไหน เมื่อไร เพราะอะไร และได้ผลลัพธ์อย่างไร ซึ่งสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ ข้อมูล หรือวัตถุดิบที่เรามีอยู่ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ชีวิตของแต่ละคนว่ามีแนวคิดมุมมองต่อชีวิตคนอย่างไร เพราะความเข้าใจในมนุษย์ ยิ่งเราเข้าใจมากเท่าไร เราก็ยิ่งทำหนังได้ลึกมากขึ้นเท่านั้นและเมื่อเราได้เรื่อง ได้โครงเรื่องมาเรียบร้อยแล้ว เราก็นำมาเป็นรายละเอียดของฉาก ว่ามีกี่ฉากในแต่ละฉากมีรายละเอียดอะไรบ้าง เช่นมีใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไร ไปเรื่อย ๆ จนจบเรื่อง ซึ่งความจริงแล้วขั้นตอนการเขียนบทไม่ได้มีอะไรยุ่งยากมากมาย เพราะมีการกำหนดเป็นแบบแผนไว้อยู่แล้ว แต่สิ่งที่ยาก มาก ๆ ก็คือกระบวนการคิด ว่าคิดอย่างไรให้ลึกซึ้ง คิดอย่างไรให้สมเหตุสมผล ซึ่งวิธีคิดเหล่านี้ไม่มีใครสอนกันได้ทุกคน ต้องค้นหาวิธีลองผิดลองถูก จนกระทั่ง ค้นพบวิธีคิดของตัวเอง

ขั้นตอนการเขียนบทภาพยนตร์


1. การค้นคว้าหาข้อมูล (research) เป็นขั้นตอนการเขียนบทภาพยนตร์อันดับแรกที่ต้องทำถือเป็นสิ่งสำคัญหลังจากเราพบประเด็นของเรื่องแล้ว จึงลงมือค้นคว้าหาข้อมูลเพื่อเสริมรายละเอียดเรื่องราวที่ถูกต้อง จริง ชัดเจน และมีมิติมากขึ้น คุณภาพของภาพยนตร์จะดีหรือไม่จึงอยู่ที่การค้นคว้าหาข้อมูล ไม่ว่าภาพยนตร์นั้นจะมีเนื้อหาใดก็ตาม

2. การกำหนดประโยคหลักสำคัญ (premise) หมายถึงความคิดหรือแนวความคิดที่ง่าย ๆ ธรรมดา ส่วนใหญ่มักใช้ตั้งคำถามว่า “เกิดอะไรขึ้นถ้า...” (what if) ตัวอย่างของ premise ตามรูปแบบหนังฮอลลีวู้ด เช่น เกิดอะไรขึ้นถ้าเรื่องโรเมโอ & จูเลียตเกิดขึ้นในนิวยอร์ค คือ เรื่อง West Side Story, เกิดอะไรขึ้นถ้ามนุษย์ดาวอังคารบุกโลก คือเรื่อง The Invasion of Mars, เกิดอะไรขึ้นถ้าก็อตซิล่าบุกนิวยอร์ค คือเรื่อง Godzilla, เกิดอะไรขึ้นถ้ามนุษย์ต่างดาวบุกโลก คือเรื่อง The Independence Day, เกิดอะไรขึ้นถ้าเรื่องโรเมโอ & จูเลียตเกิดขึ้นบนเรือไททานิค คือเรื่อง Titanic เป็นต้น

3. การเขียนเรื่องย่อ (synopsis) คือเรื่องย่อขนาดสั้น ที่สามารถจบลงได้ 3-4 บรรทัด หรือหนึ่งย่อหน้า หรืออาจเขียนเป็น story outline เป็นร่างหลังจากที่เราค้นคว้าหาข้อมูลแล้วก่อนเขียนเป็นโครงเรื่องขยาย (treatment)

4. การเขียนโครงเรื่องขยาย (treatment) เป็นการเขียนคำอธิบายของโครงเรื่อง (plot) ในรูปแบบของเรื่องสั้น โครงเรื่องขยายอาจใช้สำหรับเป็นแนวทางในการเขียนบทภาพยนตร์ที่สมบูรณ์ บางครั้งอาจใช้สำหรับยื่นของบประมาณได้ด้วย และการเขียนโครงเรื่องขยายที่ดีต้องมีประโยคหลักสำหคัญ (premise) ที่ง่าย ๆ น่าสนใจ5. บทภาพยนตร์ (screenplay) สำหรับภาพยนตร์บันเทิง หมายถึง บท (script) ซีเควนส์หลัก (master scene/sequence)หรือ ซีนาริโอ (scenario) คือ บทภาพยนตร์ที่มีโครงเรื่อง บทพูด แต่มีความสมบูรณ์น้อยกว่าบทถ่ายทำ (shooting script) เป็นการเล่าเรื่องที่ได้พัฒนามาแล้วอย่างมีขั้นตอน ประกอบ ด้วยตัวละครหลักบทพูด ฉาก แอ็คชั่น ซีเควนส์ มีรูปแบบการเขียนที่ถูกต้อง เช่น บทสนทนาอยู่กึ่งกลางหน้ากระดาษฉาก เวลา สถานที่ อยู่ชิดขอบหน้าซ้ายกระดาษ ไม่มีตัวเลขกำกับช็อต และโดยหลักทั่วไปบทภาพยนตร์หนึ่งหน้ามีความยาวหนึ่งนาที

6. บทถ่ายทำ (shooting script) คือบทภาพยนตร์ที่เป็นขั้นตอนสุดท้ายของการเขียน บทถ่ายทำจะบอกรายละเอียดเพิ่มเติมจากบทภาพยนตร์ (screenplay) ได้แก่ ตำแหน่งกล้อง การเชื่อมช็อต เช่น คัท (cut) การเลือนภาพ (fade) การละลายภาพ หรือการจางซ้อนภาพ (dissolve) การกวาดภาพ (wipe) ตลอดจนการใช้ภาพพิเศษ (effect) อื่น ๆ เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีเลขลำดับช็อตกำกับเรียงตามลำดับตั้งแต่ช็อตแรกจนกระทั่งจบเรื่อง

7. บทภาพ (storyboard) คือ บทภาพยนตร์ประเภทหนึ่งที่อธิบายด้วยภาพ คล้ายหนังสือการ์ตูน ให้เห็นความต่อเนื่องของช็อตตลอดทั้งซีเควนส์หรือทั้งเรื่องมีคำอธิบายภาพประกอบ เสียงต่าง ๆ เช่น เสียงดนตรี เสียงประกอบฉาก และเสียงพูด เป็นต้น ใช้เป็นแนวทางสำหรับการถ่ายทำ หรือใช้เป็นวิธีการคาดคะเนภาพล่วงหน้า (pre-visualizing) ก่อนการถ่ายทำว่า เมื่อถ่ายทำสำเร็จแล้ว หนังจะมีรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร ซึ่งบริษัทของ Walt Disney นำมาใช้กับการผลิตภาพยนตร์การ์ตูนของบริษัทเป็นครั้งแรก โดยเขียนภาพ เหตุการณ์ของแอ็คชั่นเรียงติดต่อกันบนบอร์ด เพื่อให้คนดูเข้าใจและมองเห็นเรื่องราวล่วงหน้าได้ก่อนลงมือเขียนภาพ ส่วนใหญ่บทภาพจะมีเลขที่ลำดับช็อตกำกับไว้ คำบรรยายเหตุการณ์ มุมกล้อง และอาจมีเสียงประกอบด้วย

วันพุธที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2552

ทษฎีสี

ความเป็นมาของสี
สีในงานศิลปะที่เราใช้กันนั้น โดยมากมักเป็นสีประเภทสำเร็จรูป กล่าวคือเมื่อเปิดขวดขึ้นมาก็สามารถนำมาใช้ได้ทันที จนทำให้เราขาดทักษะความรู้ด้านการผสมสีให้ได้มาซึ่งสีในรูปแบบต่างๆ นับแต่อดีตกาล มนุษย์เรารู้จักการใช้ส ีในการสร้างสรรค์สิ่งต่างๆรอบๆตัว เช่นว่า การนำเอาสีของยางไม้ไปเขียนตามผนังถ้ำทั้งแบบตั้งใจและไม่ตั้งใจศิลปินสมัยก่อนๆเห็นว่าเรื่องของสีเป็นเรื่องยุ่งยาก ทำให้การ สร้างสรรค์งานศิลปะในยุคก่อนไม่ค่อยคำนึงถึงกฏเกณฑืหรือหลักการเท่าไรนัก
ในยุคโบราณสีที่ใช้เป็นอุปกรณ์ในการเขียนภาพ ไม่ได้ได้มาจากกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ แต่ได้จากการนำเอาวัตถุดิบที่มีอยู่ ธรรมชาติมาทำให้เกิดสีเช่น สีแดง ได้จากยางไม้ ดินแดง หรือหินสีมาบดหรือแม้บางครั้งก็นำมาจากเลือดของสัตว์ สีขาวได้จากดินขาว สีดำได้จากการนำเอาเข่มาจากก้นภาชนะมาละลายน้ำ สีครามได้จากดอกไม้บางชนิด สีเหลืองได้จากดินเหลืองหรือยางรงซึ่งในยุคนั้น
ไม่ ค่อยนิยมนำมาใช้ในการเขียนภาพแต่มักจำนำสีที่ได้มาใช้ในการย้อมผ้าแต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความเชื่อ วิถีทางวัฒนธรรมของแต่ละชนชาติว่า นิยมหรือมี วิธีในการสร้างสรรค์อย่างไรเช่นชาวจีนไม่ค่อยนิยมที่จะเขียนภาพด้วยสีเท่าไรนัก แต่กลับนิยมเขียนภาพด้วยหมึกดำส่วนชนชาติไทยเรานิยมใช้หลายสี แต่ไม่มากนัก เพราะสีที่หาได้จะมีจำนวนจำกัดเท่าที่หาได้จากธรรมชาติ ได้แก่สีดำ สีขาว สีแดง และเหลือง ภาพเขียนเก่าแก่ของไทยจากกรุปรางค์ทิศวัดมหาธาตุอยุธยา กรุปรางค์ใหญ่วัดมหาธาตุ ราชบุรี(น. ณ ปากน้ำ:1) ต่อมาในยุคหลังๆที่มี การพัฒนาด้านเทคโนโลยีมีการคิดค้นและผลิตสีต่างๆออกมามากมาย หลายชนิด ทำให้การใช้สีนั้นกลายเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยุ่งยากเพราะว่าคู่สีบางคู่มีความสดและเข้มพอๆกัน ทำให้เข้ากันไม่ได้เกิดความขัดแย้งและไม่เหมาะสม ขาดความนุ่มนวล ดังนั้นผู้เรียนจึงควรรู้จักหลักเกณฑ์ในการ รู้กฏเกณฑ์ในการใช้สีพอสมควร จึงจะทำให้การสร้างสรรค์ผลงานทางศิลปะดูสวยงามและมีคุณค่า

การถ่ายภาพทิวทัศน์

การถ่ายภาพทิวทัศน์ (Land and Sea Scape)นักถ่ายภาพสมัครเช่นนิยมถ่ายภาพประเภทนี้มาก เพราะสามารถถ่ายได้ง่าย สะดวก ถ่ายได้ทุกหนทุกแห่งที่มีโอกาสผ่านไป ไม่ว่าจะเป็นทิวทัศน์ป่าเขาลำเนาไพรน้ำตก หรือท้องทะเลก็ตาม อย่างน้อยผู้ถ่ายภาพก็สามารถเก็บภาพไว้เป็นที่ระลึกถึงความหลักการถ่ายภาพทิวทัศน์ ควรถ่ายขณะที่ท้องฟ้าแจ่มใส จะได้ภาพสวยงามชัดเจน ถ้าอากาศมืดครึ้มหรือฝนตก ภาพที่ได้จะมีสีทึบ ขาดรายละเอียด การบันทึกความสวยงามของลักษณะภูมิประเทศตามธรรมชาติดังกล่าว จะมีคุณค่าและความสวยงามนั้น ควรต้องพิจารณาถึงองค์ประกอบที่ช่วยสร้างเรื่องราวให้เกิดขึ้นพยายามเลือกมุมกล้องที่แปลกตา คอยจังหวะให้มีลักษณะแสงสีที่สวยงาม สามารถสร้างบรรยากาศให้ผู้ดูเกิดอารมณ์คล้อยตาม เช่น ภาพที่มีหมอกในฤดูหนาว ควัน ฝนตก หรือพายุ ฯลฯ บรรยากาศ แสงสีในเวลาเข้ามืดก่อนจะสว่าง หรือในตอนเย็นพระอาทิตย์กำลังจะตกจะมีแสงสีที่ให้ความรุนแรงมีสีน้ำเงิน ม่วง เหลือง แสดและแดงสลับกับก้อนเมฆรูปร่างต่าง ๆ ดูสวยงาม การถ่ายภาพทิวทัศน์นิยมเปิดช่องรับแสงให้แคบเพื่อช่วยให้ภาพมีความคมและชัดลึกตลอด แม้บางครั้งจะต้องใช้ความเร็วชัตเตอร์ต่ำ สำหรับเลนส์ที่ใช้ในการถ่ายภาพทิวทัศน์ นอกจากเลนส์ธรรมดาติดกล้องแล้ว ควรมีเลนส์มุมกว้างและเลนส์ถ่ายภาพไกลที่มีขนาดความยาวโฟกัสประมาณ 105 มม. หรือ 250 มม. เพื่อช่วยให้ได้ภาพที่มีมุมแปลกตาดีขึ้น ถ้าเป็นการถ่ายภาพขาว – ดำ ควรมีแผ่นกรองแสงสีเหลือ สีส้ม หรือสีแดงติดไปด้วย เพราะฟิลเตอร์สีดังกล่าวจะช่วยให้ภาพขาว – ดำ มองเห็นก้อนเมฆขาวตัดกับท้องฟ้า ส่วนการถ่ายภาพสีก็ควรมีแผ่นกรองแสงตัดหมอกหรือแผ่นกรองแสงโพลาไรซ์เป็นอย่างน้อย นอกจากนั้นอาจใช้แผ่นกรองแสงสำหรับเปลี่ยนแปลงสีของภาพเพื่อให้ได้ภาพทิวทัศน์ที่มีสีสันสวยงามแปลกตายิ่งขึ้น