<?xml version='1.0' encoding='UTF-8'?><?xml-stylesheet href="http://www.blogger.com/styles/atom.css" type="text/css"?><feed xmlns='http://www.w3.org/2005/Atom' xmlns:openSearch='http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/' xmlns:georss='http://www.georss.org/georss' xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'><id>tag:blogger.com,1999:blog-507055915635404570</id><updated>2011-04-21T18:58:35.688-07:00</updated><title type='text'>MY LIFE</title><subtitle type='html'></subtitle><link rel='http://schemas.google.com/g/2005#feed' type='application/atom+xml' href='http://peungnoi.blogspot.com/feeds/posts/default'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/507055915635404570/posts/default?max-results=100'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://peungnoi.blogspot.com/'/><link rel='hub' href='http://pubsubhubbub.appspot.com/'/><author><name>PEUNG noi</name><uri>http://www.blogger.com/profile/05727952532308207703</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='24' height='32' src='http://1.bp.blogspot.com/_93YfYGQ_FL8/SWXV08_6aJI/AAAAAAAAABg/bXLHDBHiZIo/S220/B4TjDt465483-02%5B1%5D.jpg'/></author><generator version='7.00' uri='http://www.blogger.com'>Blogger</generator><openSearch:totalResults>6</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>100</openSearch:itemsPerPage><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-507055915635404570.post-627493838036159559</id><published>2009-01-19T22:48:00.000-08:00</published><updated>2009-01-19T22:50:42.579-08:00</updated><title type='text'>การจัดฉากรายการโทรทัศน์</title><content type='html'>&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_93YfYGQ_FL8/SXV0MxfnsOI/AAAAAAAAAC0/S1TcvlLSpNY/s1600-h/8917A5D2-FA82-4EC1-B1CC-BD9BA0EDA1AE[1].jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5293264699837100258" style="FLOAT: right; MARGIN: 0px 0px 10px 10px; WIDTH: 200px; CURSOR: hand; HEIGHT: 150px" alt="" src="http://2.bp.blogspot.com/_93YfYGQ_FL8/SXV0MxfnsOI/AAAAAAAAAC0/S1TcvlLSpNY/s200/8917A5D2-FA82-4EC1-B1CC-BD9BA0EDA1AE%5B1%5D.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt; &lt;span style="font-family:courier new;color:#3366ff;"&gt;การจัดรายการโทรทัศน์ ฉากหลังของห้องส่งมีความสำคัญมาก มากพอจะสร้างบรรยากาศของรายการให้เป็นไปตามเป้าประสงค์ สร้างความมั่นใจให้กับผู้ดำเนินรายการและช่วยส่งให้รายการเกิดหรือไม่เกิด&lt;br /&gt;เมื่อก่อนการจัด 'ฉากหลัง' ออกแนวพื้นๆ แค่ทาสีเรียบๆ และอาจมีตัวหนังสือบอกให้รู้เล็กน้อยว่าข่าวภาคค่ำ พร้อมเลขช่องสถานี ต่อมาเห็นทีวีเมืองนอกเขามีฉากหลังเป็นบรรยากาศการทำงานของกองบรรณาธิการ เห็นความพลุกพล่าน สดไวของทีมงาน ทะลุไปถึงสุดห้อง อาจมีกระจกใสคั่นบ้างเพื่อกันเสียงรบกวน บางครั้งเห็นทีมงานด้านหลัง นั่งเขียนข่าว สั่งพิมพ์แล้วลุกไปหยิบข่าวด่วน เดินตรงส่งมาให้ผู้ประกาศข่าวรายงานกันสดๆ เห็นๆ "ท่านผู้ชมที่เคารพครับ มันกระทืบกันแล้วที่ห้างฯ"&lt;br /&gt;ฉากแบบนี้ทีวีบ้านเราก็ยังมีให้เห็นอยู่ เนชั่นแชนแนลสถานีหนึ่งล่ะ ใช้ฉากเห็นเบื้องหลังตั้งแต่ปีแรกจนถึงปัจจุบัน เช่นรายการเก็บตกจากเนชั่น คมชัดลึก หรือรายงานข่าวด่วนพิเศษ ฉากลักษณะนี้ ทีมงานด้านหลังที่ผู้ชมมองเห็นต้องระวังตัว จะเผลอวิ่งหยอกล้อ จี๋เอว นั่งโซ้ยมาม่า..ไม่ได้ หรือรายการข่าวยามเช้า ดันเห็นแม่บ้านกำลังถือไม้ม็อบถูพื้นอยู่เดียวดายก็ไม่ได้ มันแสดงให้เห็นว่า สถานีนี้มีแม่บ้านขยันทำงานแต่เช้าอยู่คนเดียว&lt;br /&gt;ภายหลังมีทีวีจอพลาสม่า ประดับไว้หลังฉาก เผื่อเข้าหน้านักข่าวที่เตรียมรายงานสดจากพื้นที่เกิดเหตุ แล้วให้คนจัดหันไปซักถามนักข่าวผ่านทางจอ ดูเก๋ไก๋ดี แถมหาเงินจากผู้อุปถัมภ์ทีวีพลาสม่าอีกทางหนึ่งด้วย แปะยี่ห้อสินค้าตัวเบ้อเริ่มใต้จอ บางทีกาวเสื่อมป้ายชื่อหลุดผัวะลงไปก็มี&lt;br /&gt;บางรายการก็โชว์ฉากหลังเป็นทีวีหลายๆ เครื่อง เปิดทุกเครื่องหมด ข้อดีของฉากแบบนี้คือดูทันสมัย ทันท่วงที เหมือนคอยตรวจสอบช่องคู่แข่งทุกช่องให้เห็นจะจะ ไม่มีใครเร็วกว่าเรา แต่ข้อเสียคืออย่าไปเปิดช่องกีฬา หรือช่องสารคดีต่างประเทศที่น่าสนใจ คนดูจะมองเห็นเลยว่า บอลคู่นั้นกำลังสนุก หรืองูเห่ากำลังพ่นพิษไปไกลหลายเมตร เปลี่ยนไปดูดีกว่า&lt;br /&gt;รายการข่าวภาคค่ำบางช่อง ห้องส่งอยู่บนอาคารสูง อาจจะใช้ฉากหลังเป็นวิวทิวทัศน์ด้านนอก เห็นไฟท้ายรถติดเป็นตับแถวยาวบนทางด่วน บางช่องก็ใช้ฉากเลื่อนด้านหลัง ข่าวเช้าเป็นภาพท้องฟ้าเห็นตะวันฉายแสง ข่าวเที่ยงเป็นภาพตึกสูงแดดเปรี้ยง บางทีลืมเปลี่ยนฉาก ข่าวรับอรุณวันใหม่ แต่ฉากหลังดันเป็นภาพกรุงเทพฯ ราตรี&lt;br /&gt;รายการจมูกมด ทางช่อง 7 เป็นรายการข่าวปนปกิณกะสุขภาพ โทนของฉากที่ท่านเห็นก็จะดูสบายเป็นกันเอง เหมือนพิธีกรทุกคนนั่งคุยอยู่ที่ห้องนั่งเล่นในบ้านท่าน (รายการที่มีพิธีกรมากสุด 8 ท่าน) เก้าอี้สีสันสดใสไม่ดูแข็งเป็นทางการเหมือนข่าวทั่วๆ ไป และเป็นรายการที่ใช้ห้องส่งของสถานีที่ใหญ่มากอยู่แล้ว จนหมดทุกมุม ตลอด 2 ชั่วโมงย้ายไปนั่งตรงนั้นทีตรงนู้นที&lt;br /&gt;นี่ยังไม่พูดถึงเฉดสีของฉากหลัง รวมถึงฉากหน้าพวก โต๊ะ-เก้าอี้ ของบนโต๊ะกับแสงไฟ เอาเป็นว่าถ้าจะนำเสนออะไรสักอย่าง 'การจัดฉาก' อย่าให้พลาด อย่าให้เขาค่อนแคะได้ว่า มือสมัครเล่น เสียชื่อกันทั้งกรมกอง&lt;br /&gt;กับอีกความหมายของคำว่า 'จัดฉาก' คุณต้องไปหาหนังเรื่อง Wag the Dog มาดู หนังปี 2540 แสดงโดย โรเบิร์ต เดอ นีโร กับดัสติน ฮอฟแมน ผมเป็นแฟนคุณเดอนีโร ตั้งแต่อยู่ปี 1 แกเล่นเป็นตัวอะไรก็จะไปขลุกอยู่กับตัวตนจริงๆ ในอาชีพนั้นเพื่อศึกษาชีวิตทุกแง่มุม เรียกการแสดงแบบนี้ว่า method&lt;br /&gt;เรื่องนี้แสดงเป็นเจ้าหน้าที่จากทำเนียบข่าว ว่าจ้างโปรดิวเซอร์มือทองของฮอลลีวู้ด รับบทโดยฮอฟแมน ให้สร้างภาพการเกิดสงครามขึ้นในประเทศอะไรสักแห่ง เพื่อรองรับความชอบทำในการตัดสินใจของนายกรัฐมนตรี (โทษครับ..ประธานาธิบดี) ผู้หญิงชาวบ้านหน้าตาเหมือนแขกขาว กำลังหวีดร้อง วิ่งหนีไฟสงคราม มองเห็นควันไฟพวยพุ่งออกมาจากถิ่นที่อยู่หลังจากถูกบอมบ์ แท้จริงผู้หญิงคนนี้กำลังแสดงท่าวิ่งกรีดร้องในสตูดิโอยักษ์ บนฉากบลูสกรีนเพื่อคอยซ้อนภาพระเบิดถล่มบ้านทีหลัง ถ่ายทำเสร็จก็ดำเนินการในทางลับกับสถานีโทรทัศน์ อาจจะซื้อเวลาหรือแทรกแซงให้ช่วยออกข่าว&lt;br /&gt;เพียงเท่านี้ก็เป็นอันเสร็จขั้นตอนการจัดฉาก คนดูที่อาจขาดข้อมูลหรือไม่จบการศึกษาภาคบังคับ ดูแล้วก็พยักหน้าหงึกๆ เห็นด้วยกับท่านนายกฯ (โทษอีกครั้ง..ท่านประธานาธิบดี) เสร็จนาแล้วก็ถึงคราวฆ่าโคถึก ดัสติน ฮอฟแมน ยอดโปรดิวเซอร์ มีอันหายสาบสูญไปแห่งใดไม่ทราบ&lt;br /&gt;แต่ไหนแต่ไรมา กลุ่มคนที่มักถูกมองว่าเข้าขั้นเหยียบเมฆถ้าจะจัดฉากคือ กลุ่มคนมีสี บางยุคสีเขียว บางยุคสีกากี ถูกมองว่ายัดยาบ้าบ้าง วิสามัญแล้วยัดปืนใส่มือบ้าง ทดสอบความเหนียวของเชือกผูกรองเท้าด้วยการหาสิ่งมีชีวิตในห้องขังห้อย จนถึงการอุ้ม..&lt;br /&gt;ภาพมันเสียเละเทะจนบางทีก็เห็นใจคนมีสีดีๆ พลอยแปดเปื้อนทั้งที่เป็นข้าราชการรับใช้ประชาชนตัวจริง กลุ่มนี้มีอยู่แน่นอน และขอได้รับความนับถือยกย่องที่ยังใช้กฎหมายตรงมาและตรงไป ไม่น้อมนอบเพียงผู้มีอำนาจ&lt;br /&gt;หลายข่าวที่ปรากฏระยะหลัง เต็มไปด้วยข้อสงสัย ครูข่มขืนเด็กหรือถูกตำรวจร่วมกับมูลนิธิกลั่นแกล้ง? ไอ้ขนเพชรเส้นเดียวเมื่อไหร่จะตรวจเสร็จว่าหลุดออกมาจากเป้าใคร? ตำรวจรู้เห็นให้ 2 ชายฉกรรจ์ตบคนแก่ในห้างฯ? นายตำรวจไม่รู้จริงๆ ว่าเขาเป็นใครหรือใช้ให้เขาไปล็อกคอ? 1 ใน 2 คนต้องโทษ 11 ปีแล้วโผล่มาเดินเล่นในห้างได้ไง?&lt;br /&gt;ตำรวจในเครื่องแบบเป็นร้อย ล้วนนึกว่า 2 คนนั้นเป็นตำรวจ? กลุ่มชายฉกรรจ์อีกนับสิบใจตรงกัน ใส่รองเท้าผ้าใบสีขาว ริสแบนด์ขาว ไปเดินเล่นห้างหรู และเกิดเครียดเมื่อเห็นแป๊ะแก่ๆ ตะโกนไล่นายกฯ เลยเกิดสหบาทาด้วยความพร้อมเพรียง โดยบังเอิญ!&lt;br /&gt;จากนั้นทุกอย่างถูกระเบิดกลบมิดด้วยระเบิดที่ยังไม่ระเบิด มีเอกสารยืนยันว่ารถออกมาตอนตีห้า 45 (แล้วจะมาเอาภาพจากกล้องวงจรปิดทีหลังอีกหลายวันถัดมา) รู้สึกว่า Wag the Dog ของผมจะตื่นเต้นน้อยกว่าเรื่องนี้ซะแล้ว ก็มันมีรถตั้ง 2 คัน สีและยี่ห้อเดียวกัน ช่วยกันวิ่งทำการลับอยู่หลายวัน และช่วยกันกำหนดจุดสังหาร หรือ Killing Zone &lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/507055915635404570-627493838036159559?l=peungnoi.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://peungnoi.blogspot.com/feeds/627493838036159559/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://peungnoi.blogspot.com/2009/01/blog-post_9306.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/507055915635404570/posts/default/627493838036159559'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/507055915635404570/posts/default/627493838036159559'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://peungnoi.blogspot.com/2009/01/blog-post_9306.html' title='การจัดฉากรายการโทรทัศน์'/><author><name>PEUNG noi</name><uri>http://www.blogger.com/profile/05727952532308207703</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='24' height='32' src='http://1.bp.blogspot.com/_93YfYGQ_FL8/SWXV08_6aJI/AAAAAAAAABg/bXLHDBHiZIo/S220/B4TjDt465483-02%5B1%5D.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/_93YfYGQ_FL8/SXV0MxfnsOI/AAAAAAAAAC0/S1TcvlLSpNY/s72-c/8917A5D2-FA82-4EC1-B1CC-BD9BA0EDA1AE%5B1%5D.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-507055915635404570.post-3327337676093130341</id><published>2009-01-19T22:42:00.000-08:00</published><updated>2009-01-19T22:46:08.584-08:00</updated><title type='text'>การวางคาแรคเตอร์ตัวแสดงในบทภาพยนตร์</title><content type='html'>&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_93YfYGQ_FL8/SXVy5zySi5I/AAAAAAAAACs/lyZbuFUlyI0/s1600-h/1196517470[1].jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5293263274523134866" style="FLOAT: right; MARGIN: 0px 0px 10px 10px; WIDTH: 200px; CURSOR: hand; HEIGHT: 154px" alt="" src="http://1.bp.blogspot.com/_93YfYGQ_FL8/SXVy5zySi5I/AAAAAAAAACs/lyZbuFUlyI0/s200/1196517470%5B1%5D.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt; &lt;span style="font-family:courier new;"&gt;การที่หนังสักเรื่องจะประสบความสำเร็จหรือล้มเหลวในการชักจูงคนดูให้มีอารมณ์ร่วมไปกับหนังแบบตลอดรอดฝั่งได้นั้น เกิดจากปัจจัยหลายๆอย่างรวมกัน หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่จะชี้ชะตาของหนังเรื่องนั้นๆว่า จะดึงดูดและนำพาคนดูให้เดินทางไปกับหนังตลอดเวลาได้หรือไม่นั้น ก็คือการวางคาแรคเตอร์ตัวแสดงในบทหนังนั่นเองจากประสบการณ์ที่เคยทำหนังสั้นมา 2 เรื่องก็คงต้องบอกว่าเป็นจริงครับ (แต่ทั้ง 2 เรื่องของผมละเลยข้อนี้เฉยเลย หลังจากกลับมาย้อนดูอีกหลายรอบ) การวางคาแรคเตอร์ที่ไม่ชัดเจน หรือ "เหมือนกันไปหมด" กลายเป็นจุดที่ฆ่าหนังทั้งเรื่องไปอย่างน่าเสียดาย ตำราสอนเขียนบทหนัง (ยาว) บางเล่มก็กล่าวถึงจุดนี้เช่นกันจึงกลายเป็นการย้ำความมั่นใจกับข้อสังเกตของผมให้ชัดเจนขึ้นไปอีกลองนึกภาพดูสิครับว่าในบทหนังเรื่องเดียวกันพระเอกของเรื่องกับตัวพระรอง หรือตัวประกอบถูกวางให้มีรูปร่างหน้าตาคล้ายกัน ผมทรงคล้ายๆกัน น้ำเสียงท่าทางไม่ห่างกันมากนัก และถูกวางบุคลิกไว้เหมือนๆกัน จะเกิดอะไรขึ้น?&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;1. ถ้าหนังสั้นมากๆจะทำให้คนดูงงครับ หรือถ้าตัวละครใช้เสื้อผ้าเหมือนๆกันอีก คนดูอาจจะสับสนสุดขีดจนเผลอปากด่าบุพการีผู้กำกับในระหว่างการชม&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;2. ทำให้หนังไม่เดิน เพราะว่าการกระทำ ความคิด ความเห็น และแนวปฏิบัติของตัวละครในหนังดูจะเป็นไปในทางเดียวกันหมด หาอุปสรรคที่เป็นสาเหตุของแรงจูงใจ (Motif) ของตัวละครไม่เจอ หรืออาจจะเดินไปได้ถ้าคนเขียนพยายามยัดเยียดแรงจูงใจเทียม(ซึ่งเป็นของคนเขียนบท) เข้าไปในตัวละครนั้นๆที่อาจจะไม่มีแน้วโน้มว่าจะปฏิบัติอะไรอย่างนั้นเลยก็ได้&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;3. ขาดความน่าสนใจที่จะดึงดูดให้ติดตามตัวละคร เพราะไม่รู้ว่าจะตามดูตัวไหนดี ไม่มีเอกลักษณ์สักตัว แม้จะแบ่งเวลาในหนังให้บางตัวมากกว่าก็ช่วยไม่ได้มากหรอกถ้ามองไปรอบๆตัวในบรรยากาศชีวิตจริง เราก็จะพบแต่ความแตกต่างระหว่างบุคคลซะส่วนใหญ่ ไอ้เรื่องที่จะเจอคนเหมือนกันน่ะยากมากครับ (เคยได้ยินมีคนบอกว่ามีคนหน้าเหมือนผมอยู่ที่ขอนแก่น อาจจะเป็นร่างโคลนนิ่งของผมเอง น่าสงสารจริงๆ...ฮ่าๆ)แม้กระทั่งหนังที่มีธีมเกี่ยวกับความซ้ำซากจำเจ ก็ยังต้องวางตัวเอกให้เป็นคนที่แปลกกว่าชาวบ้านเสมอ (ยกเว้นพวกหนังทดลอง หรือ ต้องการสื่อเนื้อหาบางอย่าง จริงๆ) ไม่งั้นเรื่องราวในหนังคงไม่เกิด และคนเขียนบทคงต้องไปขายบะหมี่เกี๊ยวหรือเราอาจจะใช้คาแรคเตอร์ที่ไม่ใช่มนุษย์มาแซมไว้ในบท (ไม่บอกนายทุน)ซึ่งก็สามารถมีบทบาทเทียบเท่าตัวแสดงที่เป็นคนได้เหมือนกัน และยังช่วยทำให้แคเรคเตอร์ต่างๆดูชัดเจนขึ้นด้วยนั่นคือ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;3.1. คาแรคเตอร์ที่เป็นสิ่งมีชีวิตที่ไม่ใช่มนุษย์ เช่น อีที, สุนัข, สัตว์ประหลาดในชุดยาง , ต้นไม้ (สางเขียว)&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;3.2. คาแรคเตอร์ที่ไม่มีชีวิต เช่นสิ่งของ, บรรยากาศ หรือฉากในหนัง ลูกวอลเล่ย์บอลชื่อวิลสัน ใน The Cast Away, ขนนกใน Forrest Gumps(เอ๊ะนี่ทำไมผมถึงไม่ไปไกลเกินกว่าหนังของเซเมคคิสเลยวะ), เงินในกล่องมาม่าใน เรื่องตลก 69 โดยเป็นเอก รัตนเรือง หรือ กล่องประหลาดใน กล่อง ของท่านมุ้ย (เอ้อ...พ้นแล้วเว้ย), ตู้รับจดหมายใน Il Mare, ปลา(จำพันธุ์ไม่ได้) ใน Shiri, บรรยากาศมืดๆที่รายล้อมไปด้วยรายละเอียดประหลาดๆในหนัง เดวิด ลินซ์, แสงจากหลอดไฟสีชมพูในหนังสั้น ม.รังสิตเรื่องบ้านสีชมพู หรือ บทความประกาศการรู้แจ้งจากคนบ้าในหนังสั้นชื่อ The End of Paradise ในหนังของผมเอง ฯลฯ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;3.3. สภาวะทางอารมณ์, ทางจิต, วิธีปฏิบัติ และปฏิกิริยาตอบโต้ต่างๆของคาแรคเตอร์ที่เป็นมนุษย์มีต่อคาแรคเตอร์ที่ทั้งเป็นมนุษย์ และไม่ใช่มนุษย์ก็สามารถสร้างความแตกต่างของคาแรคเตอร์ขึ้นได้เหมือนกัน หรือแม้แต่จะสร้างคาแรคเตอร์หนึ่งขึ้นมาก็ยังไหวจริงๆแล้วมีวิธีการร้อยแปดประการในการที่จะสร้างคาแรคเตอร์ขึ้นมานอกเหนือจากส่วนที่เป็นมนุษย์ ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับวิธีการคิดและนำเสนอที่ใช้ในการสร้างมันขึ้นมาว่าส่งเสริมธีมของเรื่องหรือไม่ การนำเสนอคาแรคเตอร์ที่ไม่ใช่มนุษย์นั้นไม่ง่ายถ้าจะทำให้เนียนแบบที่ไม่โดดออกมาจนน่าเกลียด (ประมาณว่าโคลสอัพกับแบบไม่เลี้ยงเพื่อขับเน้นความมีอยู่ของตัวละครนั้นๆ) ขึ้นอยู่กับประสบการณ์เฉพาะตัวของแต่ละคนข้างต้นนี่เป็นเพียงการวางคาแรคเตอร์ในบทหนังเท่านั้น เรื่องการคัดตัวนักแสดง (Casting) นั่นอีกเรื่องหนึ่งเลยครับไม่เกี่ยวกัน การที่เราวางคาแรคเตอร์ในบทไว้ดีและมีรายละเอียดพอแล้วแต่ถ้าการคัดตัวแสดงห่วย...คนเขียนบทก็ไม่มีความผิด&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มา : http://www.thaishortfilm.com&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/507055915635404570-3327337676093130341?l=peungnoi.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://peungnoi.blogspot.com/feeds/3327337676093130341/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://peungnoi.blogspot.com/2009/01/blog-post_283.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/507055915635404570/posts/default/3327337676093130341'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/507055915635404570/posts/default/3327337676093130341'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://peungnoi.blogspot.com/2009/01/blog-post_283.html' title='การวางคาแรคเตอร์ตัวแสดงในบทภาพยนตร์'/><author><name>PEUNG noi</name><uri>http://www.blogger.com/profile/05727952532308207703</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='24' height='32' src='http://1.bp.blogspot.com/_93YfYGQ_FL8/SWXV08_6aJI/AAAAAAAAABg/bXLHDBHiZIo/S220/B4TjDt465483-02%5B1%5D.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/_93YfYGQ_FL8/SXVy5zySi5I/AAAAAAAAACs/lyZbuFUlyI0/s72-c/1196517470%5B1%5D.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-507055915635404570.post-8945987435664235166</id><published>2009-01-19T22:40:00.000-08:00</published><updated>2009-01-19T22:41:39.949-08:00</updated><title type='text'>การเล่าเรื่อง</title><content type='html'>&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_93YfYGQ_FL8/SXVyEC0cT5I/AAAAAAAAACc/CdvINzH5M2g/s1600-h/1196517126[1].jpg"&gt;&lt;span style="color:#cc33cc;"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5293262350845759378" style="FLOAT: right; MARGIN: 0px 0px 10px 10px; WIDTH: 200px; CURSOR: hand; HEIGHT: 200px" alt="" src="http://4.bp.blogspot.com/_93YfYGQ_FL8/SXVyEC0cT5I/AAAAAAAAACc/CdvINzH5M2g/s200/1196517126%5B1%5D.jpg" border="0" /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="color:#cc33cc;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-family:courier new;color:#cc33cc;"&gt;ศิลปะการเล่าเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นนิทาน นิยาย ละคร หรือภาพยนตร์ ล้วนแล้วแต่มีรากฐานแบบเดียวกัน นั่นคือ การเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นของมนุษย์หรือสัตว์ หรือแม้แต่อะไรก็ตามที่เกิดขึ้นช่วงเวลาหนึ่งเวลาใด ณ สถานที่ใดที่หนึ่งเสมอ ฉะนั้น องค์ประกอบที่สำคัญที่ขาดไม่ได้คือ ตัวละคร สถานที่ และเวลาสิ่งที่สำคัญในการเขียนบทหนังสั้นก็คือ การเริ่มค้นหาวัตถุดิบหรือแรงบันดาลใจให้ได้ ว่าเราอยากจะพูด จะนำเสนอเรื่องเกี่ยวกับอะไร ตัวเราเองมีแนวความคิดเกี่ยวกับเรื่องนั้น ๆ อย่างไร ซึ่งแรงบันดาลใจในการเขียนบทที่เราสามารถนำมาใช้ได้ก็คือ ตัวละคร แนวความคิด และเหตุการณ์ และควรจะมองหาวัตถุดิบในการสร้างเรื่องให้แคบอยู่ในสิ่งที่เรารู้สึก รู้จริง เพราะคนทำหนังสั้นส่วนใหญ่ มักจะทำเรื่องที่ไกลตัวหรือไม่ก็ไกลเกินไปจนทำให้เราไม่สามารถจำกัดขอบเขตได้เมื่อเราได้เรื่องที่จะเขียนแล้วเราก็ต้องนำเรื่องราวที่ได้มาเขียน Plot (โครงเรื่อง) ว่าใคร ทำอะไร กับใคร อย่างไร ที่ไหน เมื่อไร เพราะอะไร และได้ผลลัพธ์อย่างไร ซึ่งสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ ข้อมูล หรือวัตถุดิบที่เรามีอยู่ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ชีวิตของแต่ละคนว่ามีแนวคิดมุมมองต่อชีวิตคนอย่างไร เพราะความเข้าใจในมนุษย์ ยิ่งเราเข้าใจมากเท่าไร เราก็ยิ่งทำหนังได้ลึกมากขึ้นเท่านั้นและเมื่อเราได้เรื่อง ได้โครงเรื่องมาเรียบร้อยแล้ว เราก็นำมาเป็นรายละเอียดของฉาก ว่ามีกี่ฉากในแต่ละฉากมีรายละเอียดอะไรบ้าง เช่นมีใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไร ไปเรื่อย ๆ จนจบเรื่อง ซึ่งความจริงแล้วขั้นตอนการเขียนบทไม่ได้มีอะไรยุ่งยากมากมาย เพราะมีการกำหนดเป็นแบบแผนไว้อยู่แล้ว แต่สิ่งที่ยาก มาก ๆ ก็คือกระบวนการคิด ว่าคิดอย่างไรให้ลึกซึ้ง คิดอย่างไรให้สมเหตุสมผล ซึ่งวิธีคิดเหล่านี้ไม่มีใครสอนกันได้ทุกคน ต้องค้นหาวิธีลองผิดลองถูก จนกระทั่ง ค้นพบวิธีคิดของตัวเอง &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/507055915635404570-8945987435664235166?l=peungnoi.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://peungnoi.blogspot.com/feeds/8945987435664235166/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://peungnoi.blogspot.com/2009/01/blog-post_5316.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/507055915635404570/posts/default/8945987435664235166'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/507055915635404570/posts/default/8945987435664235166'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://peungnoi.blogspot.com/2009/01/blog-post_5316.html' title='การเล่าเรื่อง'/><author><name>PEUNG noi</name><uri>http://www.blogger.com/profile/05727952532308207703</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='24' height='32' src='http://1.bp.blogspot.com/_93YfYGQ_FL8/SWXV08_6aJI/AAAAAAAAABg/bXLHDBHiZIo/S220/B4TjDt465483-02%5B1%5D.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/_93YfYGQ_FL8/SXVyEC0cT5I/AAAAAAAAACc/CdvINzH5M2g/s72-c/1196517126%5B1%5D.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-507055915635404570.post-7557659199630386830</id><published>2009-01-19T22:36:00.000-08:00</published><updated>2009-01-19T22:39:49.339-08:00</updated><title type='text'>ขั้นตอนการเขียนบทภาพยนตร์</title><content type='html'>&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_93YfYGQ_FL8/SXVxYS6rKOI/AAAAAAAAACU/kXdyzpHw0ts/s1600-h/1196516850[1].jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5293261599252621538" style="FLOAT: right; MARGIN: 0px 0px 10px 10px; WIDTH: 200px; CURSOR: hand; HEIGHT: 150px" alt="" src="http://4.bp.blogspot.com/_93YfYGQ_FL8/SXVxYS6rKOI/AAAAAAAAACU/kXdyzpHw0ts/s200/1196516850%5B1%5D.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;1. การค้นคว้าหาข้อมูล (research) เป็นขั้นตอนการเขียนบทภาพยนตร์อันดับแรกที่ต้องทำถือเป็นสิ่งสำคัญหลังจากเราพบประเด็นของเรื่องแล้ว จึงลงมือค้นคว้าหาข้อมูลเพื่อเสริมรายละเอียดเรื่องราวที่ถูกต้อง จริง ชัดเจน และมีมิติมากขึ้น คุณภาพของภาพยนตร์จะดีหรือไม่จึงอยู่ที่การค้นคว้าหาข้อมูล ไม่ว่าภาพยนตร์นั้นจะมีเนื้อหาใดก็ตาม&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;2. การกำหนดประโยคหลักสำคัญ (premise) หมายถึงความคิดหรือแนวความคิดที่ง่าย ๆ ธรรมดา ส่วนใหญ่มักใช้ตั้งคำถามว่า “เกิดอะไรขึ้นถ้า...” (what if) ตัวอย่างของ premise ตามรูปแบบหนังฮอลลีวู้ด เช่น เกิดอะไรขึ้นถ้าเรื่องโรเมโอ &amp;amp; จูเลียตเกิดขึ้นในนิวยอร์ค คือ เรื่อง West Side Story, เกิดอะไรขึ้นถ้ามนุษย์ดาวอังคารบุกโลก คือเรื่อง The Invasion of Mars, เกิดอะไรขึ้นถ้าก็อตซิล่าบุกนิวยอร์ค คือเรื่อง Godzilla, เกิดอะไรขึ้นถ้ามนุษย์ต่างดาวบุกโลก คือเรื่อง The Independence Day, เกิดอะไรขึ้นถ้าเรื่องโรเมโอ &amp;amp; จูเลียตเกิดขึ้นบนเรือไททานิค คือเรื่อง Titanic เป็นต้น&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;3. การเขียนเรื่องย่อ (synopsis) คือเรื่องย่อขนาดสั้น ที่สามารถจบลงได้ 3-4 บรรทัด หรือหนึ่งย่อหน้า หรืออาจเขียนเป็น story outline เป็นร่างหลังจากที่เราค้นคว้าหาข้อมูลแล้วก่อนเขียนเป็นโครงเรื่องขยาย (treatment)&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;4. การเขียนโครงเรื่องขยาย (treatment) เป็นการเขียนคำอธิบายของโครงเรื่อง (plot) ในรูปแบบของเรื่องสั้น โครงเรื่องขยายอาจใช้สำหรับเป็นแนวทางในการเขียนบทภาพยนตร์ที่สมบูรณ์ บางครั้งอาจใช้สำหรับยื่นของบประมาณได้ด้วย และการเขียนโครงเรื่องขยายที่ดีต้องมีประโยคหลักสำหคัญ (premise) ที่ง่าย ๆ น่าสนใจ5. บทภาพยนตร์ (screenplay) สำหรับภาพยนตร์บันเทิง หมายถึง บท (script) ซีเควนส์หลัก (master scene/sequence)หรือ ซีนาริโอ (scenario) คือ บทภาพยนตร์ที่มีโครงเรื่อง บทพูด แต่มีความสมบูรณ์น้อยกว่าบทถ่ายทำ (shooting script) เป็นการเล่าเรื่องที่ได้พัฒนามาแล้วอย่างมีขั้นตอน ประกอบ ด้วยตัวละครหลักบทพูด ฉาก แอ็คชั่น ซีเควนส์ มีรูปแบบการเขียนที่ถูกต้อง เช่น บทสนทนาอยู่กึ่งกลางหน้ากระดาษฉาก เวลา สถานที่ อยู่ชิดขอบหน้าซ้ายกระดาษ ไม่มีตัวเลขกำกับช็อต และโดยหลักทั่วไปบทภาพยนตร์หนึ่งหน้ามีความยาวหนึ่งนาที&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;6. บทถ่ายทำ (shooting script) คือบทภาพยนตร์ที่เป็นขั้นตอนสุดท้ายของการเขียน บทถ่ายทำจะบอกรายละเอียดเพิ่มเติมจากบทภาพยนตร์ (screenplay) ได้แก่ ตำแหน่งกล้อง การเชื่อมช็อต เช่น คัท (cut) การเลือนภาพ (fade) การละลายภาพ หรือการจางซ้อนภาพ (dissolve) การกวาดภาพ (wipe) ตลอดจนการใช้ภาพพิเศษ (effect) อื่น ๆ เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีเลขลำดับช็อตกำกับเรียงตามลำดับตั้งแต่ช็อตแรกจนกระทั่งจบเรื่อง&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;7. บทภาพ (storyboard) คือ บทภาพยนตร์ประเภทหนึ่งที่อธิบายด้วยภาพ คล้ายหนังสือการ์ตูน ให้เห็นความต่อเนื่องของช็อตตลอดทั้งซีเควนส์หรือทั้งเรื่องมีคำอธิบายภาพประกอบ เสียงต่าง ๆ เช่น เสียงดนตรี เสียงประกอบฉาก และเสียงพูด เป็นต้น ใช้เป็นแนวทางสำหรับการถ่ายทำ หรือใช้เป็นวิธีการคาดคะเนภาพล่วงหน้า (pre-visualizing) ก่อนการถ่ายทำว่า เมื่อถ่ายทำสำเร็จแล้ว หนังจะมีรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร ซึ่งบริษัทของ Walt Disney นำมาใช้กับการผลิตภาพยนตร์การ์ตูนของบริษัทเป็นครั้งแรก โดยเขียนภาพ เหตุการณ์ของแอ็คชั่นเรียงติดต่อกันบนบอร์ด เพื่อให้คนดูเข้าใจและมองเห็นเรื่องราวล่วงหน้าได้ก่อนลงมือเขียนภาพ ส่วนใหญ่บทภาพจะมีเลขที่ลำดับช็อตกำกับไว้ คำบรรยายเหตุการณ์ มุมกล้อง และอาจมีเสียงประกอบด้วย&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/507055915635404570-7557659199630386830?l=peungnoi.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://peungnoi.blogspot.com/feeds/7557659199630386830/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://peungnoi.blogspot.com/2009/01/blog-post_19.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/507055915635404570/posts/default/7557659199630386830'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/507055915635404570/posts/default/7557659199630386830'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://peungnoi.blogspot.com/2009/01/blog-post_19.html' title='ขั้นตอนการเขียนบทภาพยนตร์'/><author><name>PEUNG noi</name><uri>http://www.blogger.com/profile/05727952532308207703</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='24' height='32' src='http://1.bp.blogspot.com/_93YfYGQ_FL8/SWXV08_6aJI/AAAAAAAAABg/bXLHDBHiZIo/S220/B4TjDt465483-02%5B1%5D.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/_93YfYGQ_FL8/SXVxYS6rKOI/AAAAAAAAACU/kXdyzpHw0ts/s72-c/1196516850%5B1%5D.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-507055915635404570.post-4019591812437736653</id><published>2009-01-14T23:40:00.000-08:00</published><updated>2009-01-14T23:45:13.016-08:00</updated><title type='text'>ทษฎีสี</title><content type='html'>&lt;span style="color:#666666;"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5291422475512297522" style="FLOAT: right; MARGIN: 0px 0px 10px 10px; WIDTH: 200px; CURSOR: hand; HEIGHT: 200px" alt="" src="http://2.bp.blogspot.com/_93YfYGQ_FL8/SW7otNFtuDI/AAAAAAAAACI/xvBmhN0iQ-0/s200/color1%5B1%5D.jpg" border="0" /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;&lt;span style="color:#666666;"&gt;ความเป็นมาของสี&lt;br /&gt;สีในงานศิลปะที่เราใช้กันนั้น โดยมากมักเป็นสีประเภทสำเร็จรูป กล่าวคือเมื่อเปิดขวดขึ้นมาก็สามารถนำมาใช้ได้ทันที จนทำให้เราขาดทักษะความรู้ด้านการผสมสีให้ได้มาซึ่งสีในรูปแบบต่างๆ นับแต่อดีตกาล มนุษย์เรารู้จักการใช้ส ีในการสร้างสรรค์สิ่งต่างๆรอบๆตัว เช่นว่า การนำเอาสีของยางไม้ไปเขียนตามผนังถ้ำทั้งแบบตั้งใจและไม่ตั้งใจศิลปินสมัยก่อนๆเห็นว่าเรื่องของสีเป็นเรื่องยุ่งยาก ทำให้การ สร้างสรรค์งานศิลปะในยุคก่อนไม่ค่อยคำนึงถึงกฏเกณฑืหรือหลักการเท่าไรนัก&lt;br /&gt;ในยุคโบราณสีที่ใช้เป็นอุปกรณ์ในการเขียนภาพ ไม่ได้ได้มาจากกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ แต่ได้จากการนำเอาวัตถุดิบที่มีอยู่ ธรรมชาติมาทำให้เกิดสีเช่น สีแดง ได้จากยางไม้ ดินแดง หรือหินสีมาบดหรือแม้บางครั้งก็นำมาจากเลือดของสัตว์ สีขาวได้จากดินขาว สีดำได้จากการนำเอาเข่มาจากก้นภาชนะมาละลายน้ำ สีครามได้จากดอกไม้บางชนิด สีเหลืองได้จากดินเหลืองหรือยางรงซึ่งในยุคนั้น&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#666666;"&gt;ไม่ ค่อยนิยมนำมาใช้ในการเขียนภาพแต่มักจำนำสีที่ได้มาใช้ในการย้อมผ้าแต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความเชื่อ วิถีทางวัฒนธรรมของแต่ละชนชาติว่า นิยมหรือมี วิธีในการสร้างสรรค์อย่างไรเช่นชาวจีนไม่ค่อยนิยมที่จะเขียนภาพด้วยสีเท่าไรนัก แต่กลับนิยมเขียนภาพด้วยหมึกดำส่วนชนชาติไทยเรานิยมใช้หลายสี แต่ไม่มากนัก เพราะสีที่หาได้จะมีจำนวนจำกัดเท่าที่หาได้จากธรรมชาติ ได้แก่สีดำ สีขาว สีแดง และเหลือง ภาพเขียนเก่าแก่ของไทยจากกรุปรางค์ทิศวัดมหาธาตุอยุธยา กรุปรางค์ใหญ่วัดมหาธาตุ ราชบุรี(น. ณ ปากน้ำ:1) ต่อมาในยุคหลังๆที่มี การพัฒนาด้านเทคโนโลยีมีการคิดค้นและผลิตสีต่างๆออกมามากมาย หลายชนิด ทำให้การใช้สีนั้นกลายเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยุ่งยากเพราะว่าคู่สีบางคู่มีความสดและเข้มพอๆกัน ทำให้เข้ากันไม่ได้เกิดความขัดแย้งและไม่เหมาะสม ขาดความนุ่มนวล ดังนั้นผู้เรียนจึงควรรู้จักหลักเกณฑ์ในการ รู้กฏเกณฑ์ในการใช้สีพอสมควร จึงจะทำให้การสร้างสรรค์ผลงานทางศิลปะดูสวยงามและมีคุณค่า &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/507055915635404570-4019591812437736653?l=peungnoi.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://peungnoi.blogspot.com/feeds/4019591812437736653/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://peungnoi.blogspot.com/2009/01/blog-post_6906.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/507055915635404570/posts/default/4019591812437736653'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/507055915635404570/posts/default/4019591812437736653'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://peungnoi.blogspot.com/2009/01/blog-post_6906.html' title='ทษฎีสี'/><author><name>PEUNG noi</name><uri>http://www.blogger.com/profile/05727952532308207703</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='24' height='32' src='http://1.bp.blogspot.com/_93YfYGQ_FL8/SWXV08_6aJI/AAAAAAAAABg/bXLHDBHiZIo/S220/B4TjDt465483-02%5B1%5D.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/_93YfYGQ_FL8/SW7otNFtuDI/AAAAAAAAACI/xvBmhN0iQ-0/s72-c/color1%5B1%5D.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-507055915635404570.post-8655793261190082535</id><published>2009-01-14T23:15:00.000-08:00</published><updated>2009-01-14T23:30:54.098-08:00</updated><title type='text'>การถ่ายภาพทิวทัศน์</title><content type='html'>&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_93YfYGQ_FL8/SW7mEHPZa-I/AAAAAAAAACA/vylSobJZGrQ/s1600-h/v1[1].jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5291419570544405474" style="FLOAT: right; MARGIN: 0px 0px 10px 10px; WIDTH: 146px; CURSOR: hand; HEIGHT: 200px" alt="" src="http://2.bp.blogspot.com/_93YfYGQ_FL8/SW7mEHPZa-I/AAAAAAAAACA/vylSobJZGrQ/s200/v1%5B1%5D.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;การถ่ายภาพทิวทัศน์ (Land and Sea Scape)นักถ่ายภาพสมัครเช่นนิยมถ่ายภาพประเภทนี้มาก เพราะสามารถถ่ายได้ง่าย สะดวก ถ่ายได้ทุกหนทุกแห่งที่มีโอกาสผ่านไป ไม่ว่าจะเป็นทิวทัศน์ป่าเขาลำเนาไพรน้ำตก หรือท้องทะเลก็ตาม อย่างน้อยผู้ถ่ายภาพก็สามารถเก็บภาพไว้เป็นที่ระลึกถึงความหลักการถ่ายภาพทิวทัศน์ ควรถ่ายขณะที่ท้องฟ้าแจ่มใส จะได้ภาพสวยงามชัดเจน ถ้าอากาศมืดครึ้มหรือฝนตก ภาพที่ได้จะมีสีทึบ ขาดรายละเอียด การบันทึกความสวยงามของลักษณะภูมิประเทศตามธรรมชาติดังกล่าว จะมีคุณค่าและความสวยงามนั้น ควรต้องพิจารณาถึงองค์ประกอบที่ช่วยสร้างเรื่องราวให้เกิดขึ้นพยายามเลือกมุมกล้องที่แปลกตา คอยจังหวะให้มีลักษณะแสงสีที่สวยงาม สามารถสร้างบรรยากาศให้ผู้ดูเกิดอารมณ์คล้อยตาม เช่น ภาพที่มีหมอกในฤดูหนาว ควัน ฝนตก หรือพายุ ฯลฯ บรรยากาศ แสงสีในเวลาเข้ามืดก่อนจะสว่าง หรือในตอนเย็นพระอาทิตย์กำลังจะตกจะมีแสงสีที่ให้ความรุนแรงมีสีน้ำเงิน ม่วง เหลือง แสดและแดงสลับกับก้อนเมฆรูปร่างต่าง ๆ ดูสวยงาม การถ่ายภาพทิวทัศน์นิยมเปิดช่องรับแสงให้แคบเพื่อช่วยให้ภาพมีความคมและชัดลึกตลอด แม้บางครั้งจะต้องใช้ความเร็วชัตเตอร์ต่ำ สำหรับเลนส์ที่ใช้ในการถ่ายภาพทิวทัศน์ นอกจากเลนส์ธรรมดาติดกล้องแล้ว ควรมีเลนส์มุมกว้างและเลนส์ถ่ายภาพไกลที่มีขนาดความยาวโฟกัสประมาณ 105 มม. หรือ 250 มม. เพื่อช่วยให้ได้ภาพที่มีมุมแปลกตาดีขึ้น ถ้าเป็นการถ่ายภาพขาว – ดำ ควรมีแผ่นกรองแสงสีเหลือ สีส้ม หรือสีแดงติดไปด้วย เพราะฟิลเตอร์สีดังกล่าวจะช่วยให้ภาพขาว – ดำ มองเห็นก้อนเมฆขาวตัดกับท้องฟ้า ส่วนการถ่ายภาพสีก็ควรมีแผ่นกรองแสงตัดหมอกหรือแผ่นกรองแสงโพลาไรซ์เป็นอย่างน้อย นอกจากนั้นอาจใช้แผ่นกรองแสงสำหรับเปลี่ยนแปลงสีของภาพเพื่อให้ได้ภาพทิวทัศน์ที่มีสีสันสวยงามแปลกตายิ่งขึ้น &lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/507055915635404570-8655793261190082535?l=peungnoi.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://peungnoi.blogspot.com/feeds/8655793261190082535/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://peungnoi.blogspot.com/2009/01/blog-post_14.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/507055915635404570/posts/default/8655793261190082535'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/507055915635404570/posts/default/8655793261190082535'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://peungnoi.blogspot.com/2009/01/blog-post_14.html' title='การถ่ายภาพทิวทัศน์'/><author><name>PEUNG noi</name><uri>http://www.blogger.com/profile/05727952532308207703</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='24' height='32' src='http://1.bp.blogspot.com/_93YfYGQ_FL8/SWXV08_6aJI/AAAAAAAAABg/bXLHDBHiZIo/S220/B4TjDt465483-02%5B1%5D.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/_93YfYGQ_FL8/SW7mEHPZa-I/AAAAAAAAACA/vylSobJZGrQ/s72-c/v1%5B1%5D.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry></feed>
